วัดไร่ขิงอารามหลวง

วัดไร่ขิงอารามหลวง

วัดไร่ขิงอารามหลวง

วัดไร่ขิงอารามหลวง

วัดไร่ขิง พระอารามหลวง ตั้งอยู่ที่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ห่างจากกรุงเทพประมาณ 32 กม. แต่เริ่มเดิมทีเป็นวัดราษฎร์ ถูกสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2334 โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) หลังจากสร้างเสร็จแล้ว ท่านได้มีการอัญเชิญพระพุทธรูปปางมารวิชัยจากวัดศาลาปูน เดินทางมาประดิษฐานไว้ ณ วัดไร่ขิง  ปัจจุบันชาวบ้านที่นี่เรียกว่า หลวงพ่อวัดไร่ขิง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่มีหน้าตักกว้าง 4 ศอก 2 นิ้วเศษ สูง 4 ศอก 16 นิ้วเศษ ลักษณะเป็นสมัยเชียงแสน สันนิษฐานว่าเป็นฝีมือช่างสมัยไทยล้านนา และล้านช้าง ตามตำนาน เล่าว่าลอยน้ำมา และอัญเชิญขึ้นไว้ที่วัดศาลาปูน วัดไร่ขิงนี้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระราชทานนามให้ว่า วัดมงคลจินดาราม (ไร่ขิง) แต่ชาวบ้านเรียกกันเต็ม ๆ ว่าวัดมงคลจินดารามไร่ขิง จนกระทั่งเหลือแต่ชื่อวัดไร่ขิงไปในที่สุด

วัดไร่ขิง พระอารามหลวง เป็นวัดที่พุทธศาสนิกชนรู้จักกันดี นิยมเดินทางไปนมัสการหลวงพ่อวัดไร่ขิงกันอยู่เสมอ นอกจากจะเดินทางไปกราบสักการะหลวงพ่อแล้ว ที่วัดไร่ขิงยังมีสถานที่ที่น่าสนใจและกิจกรรมต่างๆมากมายให้พุทธศาสนิกชนได้เดินทางไปทำบุญและพักผ่อนหย่อนใจ เช่น

วัดไร่ขิงอารามหลวง

  • ทุกวันอาทิตย์จะมีตลาดนัดอาหารและผลไม้จำหน่ายหน้าวัด เหล่าพ่อค้าแม่ค้าสามารถนำของมาขายได้ ทำให้มีรายได้เสริมจากตรงนี้ และที่บริเวณริมแม่น้ำหน้าโบสถ์จะมีชาวสวนพายเรือนำพืชผักผลไม้มาจำหน่าย และบริเวณริมแม่น้ำหน้าโบสถ์นี้เป็นเขตอภัยทาน ร่มรื่น มีปลาสวายตัวโตนับพันอาศัยอยู่ นักท่องเที่ยวสามารถซื้อขนมปังเลี้ยงปลาได้ และยังมีก๋วยเตี๋ยวเรือ (หมู) รสเลิศขายทุกวัน
  • นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ของเก่า รวบรวมของเก่าเช่นถ้วยชาม หนังสือเก่า ซึ่งชาวบ้านนำมาถวายวัดจัดแสดงไว้ มีบ้านดินอินทณัฐซึ่งสร้างจากดินเหนียวซึ่งภายในเล่าถึงพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า มีบ่อปลาคาร์ฟให้ผู้ที่มาทำบุญได้ให้อาหารด้วยขวดนม มีจุดพักผ่อนหย่อนใจที่สวยงาม
  • ในระหว่างวันขึ้น 13 ค่ำ ถึงแรม 3 ค่ำเดือน 5 ของทุกปี ทางวัดไร่ขิงจะจัดงานนมัสการหลวงพ่อวัดไร่ขิงขึ้นมีการออกร้านขายของ และมีมหรสพให้ชมมากมาย งานนมัสการหลวงพ่อวัดไร่ขิงจะจัดขึ้นทุกปีในช่วงเดือน 5
  • ช่วงเทศการตรุษจีนทุกปีจะมีงานเทศกาลนมัสการปิดทองหลวงพ่อวัดไร่ขิง ซึ่งถือว่าเป็นงานใหญ่ของชาวนครปฐม ที่ไม่ใช่แค่การทำบุญปิดทองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเทศกาลงานใหญ่ที่สร้างสีสันให้กับชาวนครปฐมได้สนุกคึกคักกันอีกครั้ง

วัดไร่ขิงเป็นวัดที่เหมาะกับคนเมือง เพราะอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพนัก ทำให้เดินทางได้รวดเร็วและสะดวก ถ้าจะเลือกสักวัดที่น่าสนใจ วัดไร่ขิงก็เป็นตัวเลือกหนึ่งสำหรับคนเมืองกรุงที่ไม่ค่อยมีเวลาได้เดินทางไปกราบหลวงพ่อใหญ่วัดไร่ขิงในช่วงวันหยุดได้เหมือนกัน

 

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว

วัดร่องขุ่น

วัดร่องขุ่น

วัดร่องขุ่น

วัดร่องขุ่น  ตั้งอยู่ใน อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย  ทำการออกแบบและก่อสร้างโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ซึ่งมีการเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปีพ.ศ.2540 จวบจนปัจจุบันก็ยังมีการต่อเติมและพัฒนา มีการบูรณะอยู่ตลอดเวลา กับคำกล่าวของอาจารย์เฉลิมชัยเคยกล่าวว่า “งานก่อสร้างวัดร่องขุ่นจะยังไม่เสร็จภายในช่วงชีวิตของตัวเองได้”  ซึ่งมีการสร้างต่อเติมอยู่เรื่อยๆ

ในช่วงหนึ่งของวัดร่องขุ่นที่มีประสบกับธรณีพิบัติ  เมื่อช่วงวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2557  ทำห้เกิดความเสียหายต่อตัวอาคารเช่น ผนังโบสถ์ปูนกระเทาะเป็นรอยร้าวเด้งออก กระเบื้องบางส่วนหลุดออก ยอดพระธาตุหักพังลง ส่วนภาพเขียนภายในก็เกิดความเสียหายหมด  ทำให้ทางวัดต้องประกาศปิดวัดเพื่อซ่อมแซมบูรณะ ตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ซึ่งก็ทำการปิดเพื่อบูรณะอยู่พักหนึ่งจึงเสร็จสิ้นและเปิดให้เข้าชมได้

ถ้ากล่าวถึงอาจารย์เฉลิมชัย ผู้คิดค้นสร้างวัดร่องขุ่นขึ้นมา อาจารย์ท่านมีความเชื่อว่าวัดร่องขุ่นเกิดได้โดยเริ่มต้นจากความเชื่อและแรงบันดาลใจ 3 อย่าง

1.เชื่อว่ามีชาติหน้า จึงสร้างไว้เพื่อเป็นมรดกของแผ่นดินจะได้ให้ลูกหลานรุ่นหลังได้ชม

2.เชื่อในศาสนาพุทธ ซึ่งเป็นธรรมะและคำสอน ที่ทำให้ท่านใจเย็นลงมาก จากเมื่อก่อนเป็นคนใจร้อนมาก จึงยอมสละตนเพื่อทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป

3.เชื่อในพระมหากษัตริย์ การที่ได้เข้าเฝ้ารับใช้ถวายงานพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่9 อยู่หลายครั้ง ได้เห็นพระอัจฉริยะภาพทางศิลปะ และความมีพระเมตตาของพระองค์ท่าน จึงเกิดการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงได้สร้างงานพุทธศิลป์ไว้ถวายให้เป็นงานศิลปะประจำรัชกาลที่ 9 อีกด้วย

วัดร่องขุ่น

จุดเด่นของวัดร่องขุ่น

วัดร่องขุ่นสังกัดอยู่ในฝ่ายมหายาน อุโบสถของวัดเป็นสีขาว   เป็นประติมากรรมชิ้นหนึ่งของไทยที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ความหมายก็คือ พระบริสุทธิคุณของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์   สะพาน หมายถึงการข้ามพ้นจากวัฏฏะสงสารสู่พุทธภูมิ  ปากและเขี้ยวของพระยามารที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นประติมากรรม หมายถึง กิเลสที่ยังมีอยู่ในใจของทุกคน  การก่อสร้างพุทธสถานวัดร่องนั้นใช้เวลาไปทั้งสิ้น 22 ปี ใช้เงินหมดไปทั้งสิ้น  600 ล้านบาท หรืออาจจะมากกว่านั้น

วัดร่องขุ่นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวปิดให้ผู้คนได้มาดูมาชมกันทั่วโลก และยังได้เป็นมรดกของโลกไปแล้ว โดยการรับรองขององค์การยูเนสโก้ อีกด้วย  ปีๆ หนึ่ง ได้มีคนจากทั่วประเทศไทยและทั่วโลกหลั่งใหลไปชื่นชมผลงานของวัดร่องขุ่นกันมากมาย ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมักจะเดินทางไปชมประติมากรรมวัดร่องขุ่นกันแทบทุกปี ใครที่เคยพลาดต้องเตรียมตัวเดินทางขึ้นเหนือไปชมมรดกโลกชิ้นนี้สักครั้งในชีวิต

 

วัดบางคลาน

วัดพระพุทธบาทชนแดน

วัดพระพุทธบาทชนแดน

วัดพระพุทธบาทชนแดน

วัดพระพุทธบาทชนแดน ตั้งอยู่ที่อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดที่มีภูเขาคดเคี้ยวมากมาย ชาวบ้านในละแวกนั้นเรียกกันว่าวัดเขาน้อยเพราะตัววัดที่สร้างอยู่บนเขาน้อย  หลังจากการก่อสร้างวัดครั้งเริ่มต้นนั้นแต่เดิมมีเรียกชื่อว่า วัดพระพุทธบาทเขาน้อย ซึ่งเป็นชื่อเรียกเดิม ซึ่งมีนาย ปั้น ก้อนพล ได้มีจิตศรัทธา บริจาคที่ดินถวายให้เป็นพุทธบูชา มอบถวายให้แก่หลวงพ่อทบ ซึ่ง ณ ตอนนั้นท่านได้เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังดังในพื้นที่ของจังหวัดเพชรบูรณ์ ปัจจุบันนี้ยังเป็นวัดเก่าแก่ น่าเคารพนับถือของผู้คนมากมาย ด้วยความที่หลวงพ่อทบเป็นพระเกจิอาจารย์ผู้สร้างวัดนี้ ชาวบ้านหรือคนทั่วไปที่ไม่ถนัดกับการเรียกชื่อเต็มของวัดพระพุทธบาทชนแดน ก็มักจะเรียกกันแบบติดปากว่า “วัดหลวงพ่อทบ”

วัดพระพุทธบาทชนแดน

หลวงพ่อทบองค์ใหญ่ที่สุดในโลกตั้งอยู่ ณ ที่วัดพระพุทธบาทชนแดน

จุดสำคัญของวัดที่ใครก็ตามก็อยากเห็นหลวงพ่อทบองค์ใหญ่ตั้งตระหง่านเห็นเด่นชัดมาแต่ไกล ชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ยึดถือเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ นักท่องเที่ยวที่เดินทางมามักจะเดินทางมาเพื่อกราบไหว้ทุกครั้ง ในทุกๆปีจะมีการจัดงานนมัสการหลวงพ่อทบขึ้น ซึ่งเป็นงานใหญ่ของอำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นการที่มีการสักการะหลวงพ่อทบ มีการรำถวาย มีประเพณี มีมหรสพต่างๆมากมาย ที่ผู้คนเชื่อว่าการบูชาครั้งนี้จะส่งผลให้มีความสุขสิริมงคลให้ชีวิตกับลูกหลานหลวงพ่อทบ

รูปหล่อหลวงพ่อทบองค์ใหญ่ที่ตั้งให้เห็นเด่นชัดมาแต่ไกล ในส่วนของฐาน ภายในนั้นเป็นห้องโถงที่เอาไว้สำหรับทำกิจกรรมต่างๆ หรือบางทีก็เอาไว้สำหรับเก็บวัตถุสิ่งของมงคลต่างๆเอาไว้ ลักษณะการสร้างจะมีบันไดสองข้างเป็นทางขึ้นให้ได้สัมผัสองค์หลวงพ่อทบแบบใกล้ๆ หรือถ้าใครอยากทำบุญอยากทำกิจกรรมเล็กๆน้อยๆสามารถที่จะซื้ออาหารเพื่อเลี้ยงปลาได้

พลังศรัทธาของผู้คน ทำให้พระพุทธศาสนาถูกทำนุบำรุงมาตลอดเวลาตั้งแต่สมัยก่อนจนถึงปัจจุบัน จะเห็นได้จากการสร้างหลวงพ่อทบองค์ใหญ่ที่วัดพระพุทธบาทชนแดน การสร้างองค์หลวงพ่อที่ใหญ่ขนาดนี้ ต้องใช้ทั้งกำลังทรัพย์และกำลังกายอย่างมหาศาล แต่ด้วยกำลังศรัทธาของพุทธศาสนิกชนที่รำลึกถึงหลวงพ่อทบผู้สร้างวัดนี้ขึ้นมา ทำให้รูปหล่อของท่านสำเร็จออกมาในที่สุด ผู้คนผ่านไปมาต่างก็มองเห็นความยิ่งใหญ่ขององค์พระ นักท่องเที่ยวที่มีแผนที่จะเดินทางไปยังจังหวัดเพชรบูรณ์ ลองแวะที่อำเภอชนแดน แวะกราบหลวงพ่อทบองค์ใหญ่เป็นพุทธคุณ แม้จะเป็นเพียงวัดเล็กๆในอำเภอเล็กๆ แต่ก็ถือว่าเป็นบุญ สัมผัสได้ถึงแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนได้อย่างแท้จริง

 

วัดบางคลาน

วัดบ้านไร่

วัดบ้านไร่

วัดบ้านไร่

“วัดบ้านไร่” เป็นวัดเก่าแก่แห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา ก่อตั้งขึ้นเมื่อสมัย พ.ศ.2436 ซึ่งอยู่ที่ ต.กุดมินมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เดิมเป็นแค่สำนักสงฆ์เล็ก ในสมัยของรัชกาลที่5 มีพระอาจารย์ เชื่อม วิโช เป็นเจ้าสำนักรูปแรกของสำนักสงฆ์ เป็นที่เคารพศรัทธาของชุมชนในละแวกนั้น ผ่านยุคผ่านสมัยมาจนถึง หลวงพ่อคูณเป็นเจ้าอาวาส ได้บริหารพัฒนาวัด ก่อสร้างศาสนสถานต่าง ๆ ด้วยจตุปัจจัยที่มหาชนทั่วประเทศไทยที่ศรัทธาเลื่อมใสในคำสอนของท่านเป็นเงินจำนวนมาก

หลวงพ่อคูณ ได้เล็งเห็นและพิจารณาจากการบริจาคจตุปัจจัยที่ได้มา จึงได้ก่อสร้างอุโบสถหลังแรกขึ้นที่วัดบ้านไร่ และได้มีชาวบ้านเข้ามาช่วยกันนำไม้ในป่า ในสมัยนั้นมีอยู่มาก ในการสร้างอุโบสถในสมัยนั้นยังไม่ค่อยสะดวกสบายมากนัก เพราะเครื่องไม้เครื่องมือ ยังไม่ค่อยมีมากนัก ต้องใช้แรงคน แรงวัวควายขนไม้ ทำทางขนไม้นำมา จึงสร้างได้ลำบาก  หลวงพ่อคูณก็ได้พาชาวบ้านช่วยสร้างอุโบสถจนเสร็จเป็นหลังแรก แต่ปัจจุบันได้รื้อและได้สร้างอุโบสถหลังใหม่ขึ้นแทนแล้ว หลวงพ่อคูณถือได้ว่าท่านเป็นนักพัฒนา ได้สร้างทั้งกุฏิหลายหลัง ศาลาการเปรียญ  โรงเรียนหลายแห่ง โรงพยาบาล ขุดสระน้ำไว้ให้ชาวบ้านใช้บริโภค และยังแนะนำสั่งสอนชาวบ้านให้ตั้งอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา ตามแนวทางคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

วัดบ้านไร่

สถานที่สำคัญภายในวัดบ้านไร่

  • สถานที่ที่โดดเด่นที่สุดของวัดบ้านไร่ก็คือ หอเทพวิทยาคม ซึ่งสร้างเพื่อเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา ความน่าสนใจอยู่ที่มันเป็นประติมากรรมช้างใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางบึง เป็นจุดถ่ายภาพสำคัญที่ใครมาก็จะต้องมาชื่นชมที่นี่ นอกจากความอลังการที่น่าสนใจ สิ่งที่อยู่ภายในหอเทพนั้นมีความน่าสนใจมากกว่า เพราะภายในนั้นประกอบไปด้วยคัมภีร์ หนังสือมากมายที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา อีกทั้งยังถูกตกแต่งให้สวยงาม ซึ่งเราสามารถเข้าชมได้
  • พิพิธภัณฑ์หลวงพ่อคูณ สถานที่สำคัญที่ใครศรัทธาหลวงพ่อคูณต้องไม่พลาด ได้รวบรวมเรื่องราวต่างๆของท่าน ประวัติของท่าน และกิจการงานต่างๆของท่านมากมาย ถูกนำเอามารวบรวมไว้ ณ ที่แห่งนี้ กลายเป็นพิพิธภัณฑ์หลวงพ่อคูณที่จะเอาไว้ให้ลูกหลานและพุทธศาสนิกชนได้เข้าไปกราบสักการะ

ไม่ใช่แค่เพียงความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อคูณเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่อยากทำให้ผู้คนเดินทางไปยังวัดบ้านไร่ แต่ปัจจุบันนี้มีการพัฒนามาเรื่อยๆ ทำให้ประติมากรรมหลายอย่างของวัดบ้านไร่มีชื่อเสียง มีนักท่องเที่ยวเดินทางไป ได้ทั้งศึกษา ได้ทั้งผลบุญ เป็นการเดินทางที่ไม่ไร้ประโยชน์ การเดินทางมาจังหวัดนครราชสีมานั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพราะโคราชเป็นจังหวัดใหญ่ที่ใครๆอยากมาอยู่แล้ว มากราบหลวงพ่อคูณเพื่อเป็นสิริมงคลสักครั้งในชีวิต

 

# วัดบางคลาน

วัดบางคลาน

วัดบางคลาน

วัดบางคลาน

วัดหิรัญญาราม หรือ วัดบางคลาน ชื่อเดิมของวัดแห่งนี้มีชื่อว่า “วัดท่าตะโก” อยู่ติดกับแม่น้ำน่านเก่า ตั้งอยู่ที่ ตำบลบางคลาน อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร สิ่งที่น่าสนใจของวัดนี้มี โบราณวัตถุต่างๆ ที่ทางวัดได้สะสมซึ่ง เป็นวัตถุที่มีผู้นำมาถวาย เช่น พระพุทธรูป พระพิมพ์ รูปปั้นดินเผา พิพิธภัณฑ์ไชยบวร ซึ่งเป็นอาคารมณฑป 2ชั้น ข้างบนได้ประดิษฐานรูปหล่อเหมือนองค์จริงของ หลวงพ่อเงินที่ประชาชนชาวไทยรู้จักและเคารพศรัทธา ไว้ให้ประชาชนเคารพบูชา  และยังมีศูนย์บูชาพระเครื่องหลวงพ่อเงิน เด่นดังทางด้าน คงกระพัน ปลอดภัย และลาภลอย เป็นวัตถุมงคลที่ได้รับความนิยมชมชอบในหมู่ผู้คนทั่วประเทศ

ประวัติหลวงพ่อเงิน

หลวงพ่อเงิน ท่านเกิด วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2353 ตรงกับวันศุกร์ เดือน 10 ปีฉลู บิดาชื่อ อู๋ มารดาชื่อ ฟัก ท่านเกิด ที่บ้านบางคลาน อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร บิดาเป็นชาวบางคลาน มารดาเป็นชาวบ้านแสนตอ อ.ขาณุวรลักษณ์บุรี จ.กำแพงเพชร ตอนอายุ 3 ขวบ ได้ไปอยู่กับลุง ชื่อนายช่วง ที่กรุงเทพมหานคร เข้าเรียนที่ บ้านตองปุ วัดชนะสงคราม จ.พระนคร พออายุ 12 ในปี พ.ศ.2365 จึงบวชเป็นสามเณร ศึกษาธรรมะ  เวทย์วิทยาการหลายด้าน ใกล้จะอุปสมบทท่านจึงสึกจากสามเณร แล้วจึงอุปสมบท จำพรรษาอยู่ในวัดชนะสงคราม ศึกษาวิปัสสนาอยู่ 3 พรรษา ถึงได้ย้ายมาอยู่วัดบางคลานใต้ อีก 1 พรรษา ส่วนพระอุปัชฌาย์ที่เป็นเจ้าอาวาสอยู่ท่านเก่งเรื่องวิชาชอบเล่นแร่แปลธาตุ  ฝ่ายหลวงพ่อเงินนั้นท่านเคร่งธรรมวินัยชอบความสงบ ท่านจึงย้ายไปอยู่บ้านวังตะโก

จากวัดคงคารามก็มาปลูกกุฏิไม้ไผ่หลังคามุงด้วยหญ้าแฝก ท่านได้นำกิ่งโพธิ์มาปักไว้ที่ริมตลิ่งของหน้าพระอุโบสถ มาปลูกอธิษฐานไว้ว่า ถ้าท้องถิ่นนี้จะเจริญรุ่งเรืองเป็นอารามต่อไป ขอให้โพธิ์ต้นนี้งอกงามกิ่งก้านสาขาของกิ่งโพธิ์นี้เป็นนิมิตดี  เหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดเป็นจริงตามท่านอธิษฐานไว้ ซึ่งพระอารามแห่งนี้ ท่านได้เป็นผู้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2377 ครั้นต่อมาวัดหิรัญญารามได้เจริญอย่างรวดเร็ว มีผู้คนเคารพนับถือและถวายตัวเป็นศิษย์ขอมาฟังธรรม ขอเครื่องรางของขลัง มากมาย หลวงพ่อได้ช่วยรักษาโรค  ต่อมาท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณ ด้านฝ่ายวิปัสสนาธุระ

กิจการงานต่างๆของหลวงพ่อเงินเป็นที่ยอมรับ พุทธศาสนิกชนต่างเคารพศรัทธา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการก่อสร้างศาสนสถานต่างๆ การรักษาโรค การสอนวิปัสสนา หรือการปลุกเสกวัตถุมงคลเพื่อแจกเป็นเมตตาให้กับคนทั่วไป นอกจากบรรดาลูกศิษย์จะเดินทางเข้าไปเพื่อศรัทธาหลวงพ่อเงินแล้ว ยังสามารถที่จะเข้าไปชื่นชมสถาปัตยกรรมที่สวยงามต่างๆของวัดบางคลาน ตามรอยศรัทธาหลวงพ่อเงินแล้วเดินทางไปยังจังหวัดพิจิตรกันได้เลย

 

# วัดภูมินทร์

 

วัดภูมินทร์

วัดภูมินทร์

วัดภูมินทร์

วัดภูมินทร์เป็นวัดเก่ามีอายุถึง 400 ปี ตั้งอยู่ที่จังหวัดน่าน เดิมทีมีชื่อว่าวัดพรหมมินทร์ ได้ตั้งตามชื่อของผู้ครองนครน่านในสมัยนั้น นามว่า เจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ ได้สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2139 ภายหลังจากการครองนครน่านของเจ้าพรหมมินทร์ ต่อมาผู้คนได้เรียกชื่อวัดแห่งนี้ผิดเพี้ยนกันมาจนเป็น “วัดภูมินทร์” ในปัจจุบัน

พระอุโบสถจัตุรมุขเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจและเป็นที่รู้จักกันมาก ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมสวยงามผสมผสานความเป็นเอกลักษณ์ในตัวของ วิหาร เจดีย์และตัวอุโบสถไว้อย่างลงตัว มีพระพุทธรูปที่เป็นองค์พระประธานในตัวอุโบสถได้มีสี่องค์ หันหน้าออกไปสี่ทิศ ปางมารวิชัย มีนาคสะดุ้งแห่งอุโบสถเทินไว้กลางลำตัวเปรียบเหมือนกับการอุ้มชูทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาไว้  ประดิษฐานไว้ภายในอุโบสถ เป็นที่สักการะกราบไหว้ ขอพร สำหรับผู้คนที่หลั่งใหลไปเยี่ยม

ความสวยงามของวัดภูมินทร์นั้นไม่เหมือนที่อื่นคือ ตัวพระอุโบสถกับพระวิหารสร้างเป็นอาคารเดียวกัน ซึ่งเป็นทรงจตุมุขมีประตูอยู่ 4 ด้าน  และด้านข้างของอุโบสถ ได้มีสถูปเจดีย์พระมาลัยโปรดโลก ซึ่งได้สร้างขึ้นตามความเชื่อของคนโบราณในสมัยนั้นว่าพระมาลัยไปเห็นทั้งนรกและสวรรค์ แล้วกลับมานำเรื่องราวต่างๆที่ประสบพบเจอมาสอนให้แก่อุบาสก อุบาสิกา ได้รู้ว่าทำบาปอย่างนี้ ๆ ย่อมนำไปสู่นรกขุมนี้ ๆ และทำความดีอย่างนี้ ๆ จะได้ไปสู่สวรรค์ชั้นนี้ ๆ เป็นต้น

วัดภูมินทร์

ส่วนจิตรกรรมฝาผนังมีลวดลาย แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ

–  เรื่องชาดกต่างๆ คำสอนเกี่ยวกับเรื่องราวทางพระพุทธศาสนา เรื่องกรรมดี กรรมชั่ว

– วิถีชีวิตของชาวพื้นบ้าน

– ความเป็นอยู่ของชาวเมืองน่าน ในอดีต อาทิ การแต่งกายด้วยผ้าซิ่นลายน้ำไหล การทอ    ผ้าขึ้นใช้เองด้วยที่ทอมือ และยังมีการติดต่อซื้อขายทางการค้ากับชาวต่างชาติด้วย

ภาพจิตรกรรมฝาผนังยังเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวไปทั่วประเทศ

บานประตูที่แกะสลักทั้ง4 ทิศมีความสวยงามพลิ้วไหวของดอกไม้ เถาวัลย์ อีกทั้งบรรดาสัตว์น้อยใหญ่ ที่แกะสลักลงบนไม้สักทองซึ่งมีความหนาขนาด4นิ้ว แผ่นเดียวเท่านั้น ส่วนจิตรกรรมฝาผนังภายในของวิหารที่เรียกกันว่า ฮูปแต้ม ได้เขียนขึ้นใน  พ.ศ.2410 ซึ่งตรงกับสมัยของเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ได้ใช้เวลาซ่อมแซ่มถึง 7 ปี

แล้วยังมีภาพกระซิบรักบันลือโลก หรือเรียกแบบดั่งเดิมก็คือ ภาพปู่ม่านย่าม่าน ประกอบคำกลอนที่สุดแสนโรแมนติกเป็นภาษาเหนือเพื่อได้บรรยายถ้อยคำการกระซิบบอกรักของท่านทั้งสอง ซึ่งแปลแล้วได้ใจความว่า ความรักของน้องนั้น พี่จะเอาฝากไว้ในน้ำก็กลัวเหน็บหนาว จะฝากไว้กล้างท้องฟ้าอากาศกลางหาว ก็กลัวเมฆหมอกมาปกคลุมรักของพี่ไปเสีย หากเอาไว้ในวังในคุ้ม เจ้าเมืองมาเจอก็จะเอาความรักของพี่ไป เลยขอฝากเอาไว้ในอกในใจของพี่ จะให้มันร้องไห้รำพี่รำพันถึงน้อง ไม่ว่ายามพี่นอนหบลับหรือสะดุ้งตื่น ซึ่งอาจารย์ สมเจตน์ วิมลเกษม ได้เป็นผู้แต่งคำกลอนขึ้น

วัดภูมินทร์ ยังได้สร้างพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไว้ภายนอกของวิหารจัตุรมุขทางทิศใต้ ซึ่งได้เก็บข้าวของเครื่องใช้ของชาวท้องถิ่นน่าน มีทั้งเครื่องปั้นดินเผา เรือจำลอง พระพุทธ และยังมีการจำหน่ายสินค้าต่าง ๆ ของชุมนุมไว้เป็นของฝาก

# วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

วัดที่สำคัญของไทยมีเพียงไม่กี่วัดเท่านั้นที่เป็นศาสนสถานสำคัญและมีประวัติความเป็นมามากมาย ใจกลางกรุงเทพมหานคร ใจกลางเมืองหลวงของไทย ใครว่ามีแต่ตึกรามบ้านช่องเท่านั้น แต่ยังมีศาสนสถานสำคัญที่ควรค่าแก่การรักษาและน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่งเป็นศาสนสถานสำคัญและมีประวัติความเป็นมามากมาย ใจกลางกรุงเทพมหานคร ใจกลางเมืองหลวงของไทย ใครว่ามีแต่ตึกรามบ้านช่องเท่านั้น แต่ยังมีศาสนสถานสำคัญที่ควรค่าแก่การรักษาและน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ความเก่าแก่โบราณและความเป็นมาที่สำคัญของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม จะเป็นจุดเด่นของเมืองหลวง ทำให้คนกรุงรักและศรัทธาอยากที่จะรักษามากยิ่งขึ้น

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เดิมนั้นมีชื่อว่า “วัดพระแก้ว” ซึ่งเป็นวัดที่ชาวบ้านเรียกกันมาตั้งแต่เก่าก่อน ในปัจจุบันนี้คนสมัยใหม่ก็ยังเรียกว่าวัดพระแก้วอยู่ เพราะจำง่าย และชินกับชื่อนี้ ใครๆก็รู้จัก วัดนี้เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าให้สร้างขึ้นเมื่อครั้งกรุงรัตนโกสินทร์ประมาณปี พ.ศ. 2325 ใช้เวลาในการสร้างประมาณ 2 ปีและเสร็จสิ้นในปีพ.ศ 2327 ถือเป็นวัดที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์วัดนี้เป็นวัดที่สร้างขึ้นในเขตพระบรมมหาราชวังอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นนอก เป็นวัดเดียวที่เป็นวัดคู่กรุงแต่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ก็คือใช้สำหรับประชุมข้าทูลละอองพระบาทและการถือน้ำพระพิฒน์สัตยา พิธีการสำคัญทางศาสนาส่วนใหญ่จัดขึ้นที่นี่ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

สถาปัตยกรรมที่สำคัญของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

  • พระอุโบสถ สถาปัตยกรรมที่สำคัญ และมีความสวยงาม ซึ่งจุดเด่นจะอยู่ตรงที่ผนังพระอุโบสถนั้นมีลายรดน้ำอยู่ด้วย ตัวพระอุโบสถก็ทีระเบียงซึ่งสามารถทำให้เดินได้สะดวก ความสวยงามละเอียดมาก ใครที่ชื่นชอบความละเอียด ต้องได้ลองเข้าไปสัมผัสสักครั้ง ภายในพระอุโบสถนั้นประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตปฏิมากรเอาไว้ เรียกว่าพระแก้วมรกต
  • ยังมีอาคารและสิ่งประดับอื่นๆอยู่อีกมากมาย ทั้งหอพระนาก หรือหอมณเฑียรธรรม เป็นสถาปัตยกรรมที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายให้ศึกษา ทุกสถาปัตยกรรมถูกสร้างขึ้นมาให้สวยงาม ถือเป็นหนึ่งวัดที่สวยที่สุดในไทย

ตามประวัติศาสตร์แล้ว ที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามนั้นมีการบูรณะมาตลอด แต่มีการบูรณะครั้งใหญ่ก็เมื่อสมัยรัชกาลที่ 3 โดยเฉพาะในส่วนของพระอุโบสถ

เรื่องราวต่างๆที่แฝงอยู่ในวัดพระแก้ว หรือวัดพระศรีรัตนศาสดาราม สำหรับในแง่ของการศึกษาประวัติศาสตร์และวรรณกรรม มีภาพจิตรกรรมฝาผนังให้นักเรียนนักศึกษาและผู้ที่สนใจเดินทางเข้าไปศึกษา ฝาผนังเป็นเรื่องราวรามเกียรติ์ ถูกวาดขึ้นมาเป็นเรื่องราวต่อกันไป ปัจจุบันนี้คนทั่วไปก็สามารถเข้าชมได้ อีกทั้งยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเข้าชมอยู่บ่อยๆด้วย เปิดให้เข้าชมทุกวัน แต่อาจจะยกเว้นบางวันที่เป็นวันสำคัญหรือมีพิธีกรรมทางศาสนาที่อาจจะไม่สะดวกในการเข้าไปชม

 

# วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว

ความสวยงามของศาสนสถานที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของวัดไทยบ้านเรา ยังมีอีกหลายวัดที่มีที่ตั้งอยู่บนเขา และมีที่ตั้งอยู่ติดกับธรรมชาติที่สวยงามน่ามอง วัดที่เราจะพาไปรู้จักในวันนี้ก็คือ “วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว” จังหวัดเพชรบูรณ์ ศาสนสถานสำคัญของจังหวัดเพชรบูรณ์ ก่อนน้านี้เคยเป็นแหล่งศูนย์รวมจิตใจเพื่อประกอบพิธีการสำคัญทางศาสนา แต่ในปัจจุบันนี้มีประวัติความเป็นมาที่น่าศึกษา และความสวยงามแวดล้อมที่เป็นเขา ทำให้วัดพระธาตุผาซ่อนแก้วกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดเพชรบูรณ์ไปแล้ว

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ตั้งอยู่ที่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ชื่อเดิมที่เคยถูกเรียกนั้นมีชื่อว่า วัดผาซ่อนแก้ว เป็นเจดีย์วัดที่ถูกดกสร้างขึ้นบนเนินเขาสูง สามารถมองเห็นได้แต่ไกล ใครที่เดินทางไปเขาค้อในช่วงหน้าหนาวอาจจะต้องแวะไปกราบสักการะสักครั้งหนึ่ง วัดพระธาตุผาซ่อนแก้วนั้นเด่นในเรื่องของการออกแบบที่วิจิตรงดงาม ใครก็ตามที่ได้ไปก็ไม่พลาดที่จะถ่ายรูปและเช็คอินกลายเป็นอีกหนึ่งแลนมาร์คสำคัญของจังหวัดเพชรบูรณ์ไปแล้วในตอนนี้

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้วกับสถานที่สำคัญ

  • เจดีย์พระธาตุผาซ่อนแก้ว ถ้ามองในระยะไกลจะรู้สึกได้ถึงความสวยงามของสถาปัตยกรรมชนิดนี้มากๆ ถูกสร้างขึ้นมาในครั้งที่เฉลิมฉลองให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี เป็นปีที่มีการจัดเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ ถือเป็นฤกษ์ดีในการจัดสร้าง เป็นมงคลที่จะทำให้พระพุทธศาสนาอยู่คู่คนไทยสืบไป บนยอดเจดีย์พระธาตุผาซ่อนแก้วจะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุเอาไว้ ถือเป็นมงคลยิ่ง และใต้ฐานเจดีย์จะเป็นแหล่งรวบรวมหลักธรรมคำสอนต่างๆ ภาพต่างๆทางพระพุทธศาสนา เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้สืบทอด
  • มหาวิหารพระพุทธเจ้า 5 องค์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ให้เห็นแต่ไกล จุดถ่ายภาพที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปถ่ายภาพได้เยอะมากที่สุด สร้างขึ้นเมื่อครั้งที่รัชกาลที่ 9 ทรงครองราชย์ 85 ปี มหาวิหารแห่งนี้ใหญ่มาก ภายในมีทั้งหมด 6 ชั้นด้วยกัน ซึ่งสามารถนำเอามาใช้ประโยชน์ได้มากมาย ทั้งเป็นที่ประกอบพิธีการทางศาสนา ประกอบศาสนกิจต่างๆ และเป็นที่พักสำหรับผู้เข้าปฏิบัติธรรมด้วยเช่นเดียวกัน จุดมหาวิหารพระพุทธเจ้า 5 องค์เป็นจุดที่ดึงดูดสายตามากที่สุด

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้วไม่เพียงแต่เป็นวัดที่เป็นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่สำหรับนักปฏิบัติธรรมทั้งหลายทั่วทุกสารทิศที่เข้ามาปฏิบัติธรรมในสถานที่อันสงบติดกับธรรมชาติป่าเขาเช่นนี้ เพราะอากาศดี โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่จะมีอากาศเย็นมากเป็นพิเศษ ฤดูแห่งหมอกที่สวยงาม เพราะเมื่อเดินทางไปแล้วจะได้สัมผัสกับหมอกไปด้วย ปัจจุบันนี้ได้ถูกฟื้นฟูและพัฒนาไปเยอะมาก แต่ก็ยังคงความสงบและเป็นที่สำหรับพุทธสาสนิกชนทุกคนสืบต่อไป

 

# วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร

วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร

วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร

วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร

ขึ้นเหนือไปที่จังหวัดที่อยู่ทางตอนเหนือ เกือบจะเหนือสุดในสยามประเทศ ในตัวเมืองเชียงใหม่บนเขาสูงยังมีวัดที่มีชื่อเสียงมากในจังหวัดเชียงใหม่ “วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร” ใครที่เดินทางมายังเมืองเชียงใหม่แล้ว ถ้าไม่ขึ้นไปกราบสักการะพระธาตุดอยสุเทพ ถือว่ามาไม่ถึงเชียงใหม่ก็คงจะเป็นเรื่องจริง เพราะหลายคนขึ้นไปสักการะและขอพรกับพระธาตุแล้วกลับมามีชีวิตที่สุขสมหวัง สงบกายใจมากขึ้น อาจจะเป็นแค่เพียงความเชื่อเท่านั้น แต่อย่างน้อยก็เป็นศาสนสถานที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใของชาวเชียงใหม่รวมไปถึงนักท่องเที่ยวไปไปเยือนเชียงใหม่ด้วย

วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ตามประวัติความเป็นมาของวัดพระธาตุดอยสุเทพ ได้มีการกล่าวไว้ว่า เมื่อประมาณต้นพุทธศตวรรษที่ 19 พระเจ้ากือนาได้ทรงสร้างพระธาตุขึ้นบนยอดเขา ซึ่งปัจจุบันนี้ก็คือดอยสุเทพ ได้นำเอาสิ่งมงคลคือพระบรมสารีริกธาตุได้นำเอามาบรรจุไว้ในพระธาตุ เพื่อให้ชาวเมืองเชียงใหม่ได้มีโอกาสกราบสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต บ้างก็กล่าวถึงความเป็นมาของชื่อดอยสุเทพ ว่าแต่ก่อนแต่เดิมนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของฤๅษีที่มีนามว่าสุเทวะ ซึ่งชื่อนั้นหมายความว่าเทพเจ้าผู้ปฏิบัติดี หลังจากนั้นสถานที่แห่งนี้ก็ได้ชื่อว่า “สุเทพ” กลายเป็นตำนานที่เล่าต่อๆกันมา

สถาปัตยกรรมที่สำคัญของวัดพระธาตุดอยสุเทพ

  • ที่เป็นจุดเด่นคือบันไดนาค ที่เป็นทางขึ้นสู่พระธาตุ เป็นสัญลักษณ์สำคัญเป็นสถานที่สำคัญที่ทุกคนต้องเดินขึ้นไปสู่ด้านบน ถูกสร้างขึ้นมาอย่างสวยงาม มีศิลปะที่ทรงคุณค่าแบบนี้ที่เมืองเหนือของไทยเรา เป็นจุดถ่ายภาพที่ทำให้พระธาตุดอยสุเทพของเรามีชื่อเสียงไปยังประเทศอื่นๆ เมื่อขึ้นไปถึงตัวพระธาตุ จะสัมผัสได้ถึงความขลังและความสวยงามของตัวพระธาตุที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 1053 เมตร สีทองอร่ามตา บางช่วงอาจจะได้เห็นว่ามีจีวรห่มพระธาตุด้วย

ในสมัยก่อน การขึ้นไปบนพระธาตุดอยสุเทพนั้นมีความยากลำบากมาก เพราะว่าทางขึ้นไม่ได้ดีเหมือนทุกวันนี้ ทำให้ทุกคนศรัทธาและอยากขึ้นไปกราบสักการะ แม้จะลำบากเพียงใดก็เลือกที่จะขึ้นไปเพื่อเป็นสิริมงคลกับตัวเอง ด้วยภูมิภาคที่เป็นเขาสูง การขึ้นไปบนดอยสุเทพในปัจจุบันก็ยังต้องใช้การเดินขึ้นอยู่ แต่ก็มีรถรับจ้างเป็นตัวช่วยเพื่อให้เดินทางได้สะดวกมายิ่งขึ้น แต่ถนนหนทางสำหรับทางขึ้นก็มีความสูงชันและคดเคี้ยวเป็นอย่างมาก แต่ก็คุ้มค่าที่ได้ขึ้นไปกราบสักการะและเวียนเทียนรอบองค์พระธาตุเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

 

# วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือคนโบราณมักเรียกว่าวัดโพธ์ ท่าเตียน เป็นวัดพระอารามหลวงชั้นเอก ซึ่งตั้งอยู่ ถนนสนามไชย  แขวง พระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพหานคร ก่อตั้งเมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยา ไม่ได้มีหลักฐานแน่นอนว่า สร้างขึ้นพ.ศ.ใด แต่ได้มีการให้สถาปนาสร้างใหม่ในปี พ.ศ.2331 จนเสร็จใน พ.ศ.2344 โดยพระราดำรัสของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  รัชกาลที่1 ทรงพระราชทานนามวัดแห่งนี้ใหม่ เป็นวัดพระเชตุพนวิมลคลาวาส ผู้คนสมัยนั้นจะรู้จักกันว่าเป็นวัดประจำพระองค์ของรัชกาลที่1

ต่อมาในรัชกาลที่ 3 ได้บูรณะครั้งใหญ่ และได้ทรงให้จารึกตำรามากมาย ไว้บนศิลา เก็บไว้ที่ศาลาราย ครั้นต่อมาถึงรัชกาลที่4 ก็ทรงให้แก้คำสร้อยที่ต่อท้ายของชื่อวัดเปลี่ยนเป็น “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร” ภายในยังเป็นที่สำคัญไว้ประกอบพิธีต่างๆ อาทิ พิธีราชพิเษก ของพระบาทสมเด็จพระนโรดม โดยนิตินัย ก่อนที่จะมีการราชพิเษกขึ้นที่กรุงพนมเปญ โดยพฤตินัย  พระราชากษัตริย์ทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรี ถือได้ว่าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นที่เคารพและสำคัญมากและยังเป็นราชประเพณีที่ต้องบูรณะซ่อมแซ่มวัดแห่งนี้กันมาทุกรัชกาลเลยทีเดียว

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามนั้นยังเป็นเหมือนมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทยอีกด้วย เป็นที่รวบรวมวิชาความรู้ต่างๆหลายแขนง อาทิ เช่น ประวตัติศาสตร์ วรรณรรมต่างๆ วิชาการพทย์ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บรรดาชาวเมืองในละแวกนั้นเรียกชื่อกันว่า วัดโพธิ์  ทั่วทั้งแผ่นดิน วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามนั้นแบ่งเป็น2ส่วนใหญ่ ๆ เนื่องด้วยมีสิ่งก่อสร้างมากมาย เช่นเจดีย์ พระพุทธรูปที่ประดิษฐานภายในวัด ฝั่งตะวันตกนั้นติดกับแม่นั้นเจ้าพระยา เป็นพื่นที่ตั้ง ของวิหารพระพุทธไสยาส  มณฑป อีกทั้งมหาเจดีสี่รัชกาลย์ต่างๆ ศาลาการเปรียญ

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร

  • วิหารพุทะไสยาส นั้น ได้สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็นพระนั่งเกล้าเจ้าหัว และทรงโปรดให้สร้างขยายออกไปทางทิศอุดร ทรงโปรดพระองค์เจ้าลดาวัลย์เป็นแม่กองในการก่อสร้างขึ้น ทรงสร้างพระพุทธไสยาส ก่อนแล้วจึงสร้างวิหารในภายต่อมา มีขนาดเท่ากับพระอุโบสถ โดยผนังและผนังระหว่างหน้าต่างของวิหารนั้นได้มีการเขียนลวดลายภาพเขียน เรื่องมหาวงศ์ องค์ของพระพุทธไสยาสนั้นมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ3 ของประเทศเลยทีเดียว มีลักษณะไม่เหมือนทีอื่น โดย พระบาทขวาช้ายทั้งข้างนั้นเสมอกัน มีการประดับมุกมงคล108 ประการไว้  กลางของพระบาทนั้นมีรูปจักรซึ่งถูกต้องตรงกับตำรามหาปุริสลักษณะ ลวดลายของมุกมงคล108 นั้นเป็นความเชื่อของชนชาวชมพูทวีปและชนชาวจีน ซึ่งเป้นวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว
  • พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล ตั้งอยู่ถัดจากพระอุโบสถ ซึ่งเป็นเจดีย์ 4องคื ตั้ง ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว สถาปัตยกรรมซุ้มประตูเป็นไทยประยุกต์แบบจีน ซึ่งมีตุ๊กตาหินจีนตั้งอยู่ประตูละ 1 คู่ พระเจดีย์ เป็นแบบเจดีย์ย่อไม้สิบสอง ประดับไปด้วยกระเบื้องเคลือบ

ศาลาการเปรียญครั้งเดิมได้เป็นพระอุโบสถของวัดโพธิ์ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ภายหลังการได้สร้างพระอุโบสถหลังใหม่ของวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามแล้ว จึงลดฐานะเป็นเพียงศาลาการเปรียญ ภายในมี พระพุทธศาสดา ประดิษฐานเป็นองค์พระประธานไว้ ปัจจุบันนี้วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกและเป็นสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา ส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบต่อไป

 

# วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร