วัดป่าละหานทราย จ.บุรีรัมย์

วัดป่าละหานทราย จ.บุรีรัมย์

วัดป่าละหานทราย จ.บุรีรัมย์

วัดป่าละหานทราย จ.บุรีรัมย์

จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคอีสานที่มีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะมาก แต่ละที่นั้นก็มีความสำคัญแตกต่างกันไป ในวันนี้เราจะพามารู้จักกับวัดป่าละหานทราย จ.บุรีรัมย์ ถึงจะสร้างมาไม่นาน แต่ก็มีสิ่งปลูกสร้างที่สวยงาม และ มีความหมายด้วย

วัดนี้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2551 มีพื้นที่ทั้งหมด 80 ไร่ ในวัดนั้นร่มรื่นมาก เหมาะกับการเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมอย่างมาก และที่วัดนี้ยังมีสถานที่สำคัญที่สวยงาม เป็นเอกลักษณ์ เพราะมีช่างฝีมือที่เก่งมาก  โดยสถานที่นั้น คือ มหาวิหารไม้ เป็นสถาปัตยกรรมแบบล้านนาผสมล้านช้าง สร้างเพื่อเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ครบ 82 พรรษา พ.ศ.2552 ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปหยกขาวที่ได้รับการถวายนามจาก สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ว่า “พระพุทธมงคล มหาชนอภิปูชนีย์”

วิหารพุทธร่มโพธิ์ เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทย ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปหยกเขียว รวมทั้งยังมีอุโบสถกลางน้ำ เป็นสถาปัตยกรรมแบบล้านนาผสมล้านช้าง มีพระประธานสร้างด้วยหยกพม่าชนิดโปร่งแสงสร้างขึ้นในโอกาสฉลองพุทธชยันตี 2600 ปี เมื่อ พ.ศ. 2555

วัดป่าละหานทราย จ.บุรีรัมย์

และสุดท้าย คือ พิพิธภัณฑ์บูรพาจารย์ เป็นสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ เป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อและภาพถ่ายของหลวงปู่สุข ธมฺมโชโต พระเกจิอาจารย์แห่งอำเภอละหานทราย และ หลวงปู่กัสสปมุนี บูรพาจารย์ด้านกรรมฐานของ วัดป่าละหานทราย จ.บุรีรัมย์ เป็นต้น

ส่วนใครจะเดินทางไป วัดป่าละหานทราย จ.บุรีรัมย์  วิธีการเดินทางไปได้หลากหลายมากจะมาแบบรถโดยสาร รถยนต์ เครื่องบินก็ได้ แล้วแต่คุณจะเลือกมาทางไหน ขอให้คุณเช็ครายละเอียดการเดินทางให้ดี เพื่อให้คุณนั้นเลือกได้ถูกต้องตามความต้องการของคุณ ใครที่มาเที่ยวแล้ว รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน

 

 

 

วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร

วัดนันตาราม พะเยา

วัดนันตาราม พะเยา

วัดนันตาราม พะเยา

พะเยา เมืองเล็ก ๆ ทางภาคเหนือที่มีศิลปวัฒนธรรมงดงาม และยังมีวัดและโบราณสถานมากมายที่มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร และในวันนี้เราจะพาคุณไปพบกับวัดนันตาราม พะเยา วัดที่มีความสวยงามทางด้านสถาปัตยกรรม

วัดนันตาราม พะเยา ตั้งอยู่บ้านดอนไชย ในเขตเทศบาลตำบลเชียงคำ จังหวัดพะเยา ความโดดเด่นของที่นี่ คือ วิหารที่ใช้ศิลปะแบบไทยใหญ่ สร้างจากไม้สักทั้งหลังและมีลวดลายสลักอย่างสวยงาม ในวิหารจะมีพระพุทธรูปปางมารวิชัยเป็นองค์ประธาน แกะสลักจากไม้สักทองที่มีการลงรักปิดทองทรงเครื่องแบบไทยใหญ่ และที่นี่ยังมีพิพิธภัณฑ์ธนบัตรเก่า ที่มีทั้งเครื่องใช้โบราณ ลายผ้า และภาพวาดเกี่ยวกับการเทศน์มหาชาติ และยังมีธรรมาสน์สีเหลืองทอง ลวดลายฉลุสวยงามมาก ทำมาจากบัลลังก์ของพม่า บนเพดานของวัดนี้ประดับกระจกที่มีลวดลายงดงามวิจิตร มีทั้งพระพุทธรูปและศิลปกรรมที่ทรงคุณค่า วัดนี้จะเปิดให้เข้าชมเวลา 08.00-18.00 น.

วัดนันตาราม พะเยา

สำหรับการเดินทาง คุณสามารถเดินทางโดยรถยนต์และรถโดยสาร ถ้าขับรถมาเองและมาจากตัวเมืองพะเยา ให้คุณเลี้ยวเข้าถนน 1202 ผ่านอำเภอภูกามยาว และเลี้ยวเข้าถนน 1298 และเลี้ยวซ้ายเข้าถนน 1021 ไปทางเดียวกับตัวอำเภอเชียงคำ หลังจากนั้นเลี้ยวขวาที่แยกแช่แห้ง เข้าถนน 1148 ขับไปอีกประมาณ 1.3 กิโลเมตร ทางเข้าวัดอยู่ซ้ายมือ

รถโดยสาร  จะออกจากสถานีขนส่งเชียงคำ ตรงไปบนถนนศักดาบรรณกิจ ไปทางทิศเหนือ เลี้ยวซ้ายที่สามแยก เดินตรงไปอีกไม่ไกล ซอยเข้าวัดจะอยู่ทางขวามือข้าง

เพราะฉะนั้นใครอยากไปที่วัดนันตาราม พะเยาก็ไปตามเส้นทางนี้ได้เลย รับรองว่า ถ้าคุณได้ไปเที่ยวที่นี่ คุณจะประทับใจแน่นอน่

 

 

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว

ทะเลอันดามัน

ทะเลอันดามัน

ทะเลอันดามัน

 

เกาะบุโหลน

————————————————————————–

ทะเลอันดามัน

เกาะบุโหลน ประกอบไปด้วย เกาะบุโหลนเล เกาะบุโหลนไม้ไผ่ และเกาะบุโหลนดอน อยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา ทั้ง 3 เกาะนี้ยังคงความเป็นธรรมชาติอยู่มาก เพราะเป็นที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน ซึ่งนอกจากนักท่องเที่ยวจะได้เที่ยวชมหาดทรายขาวสะอาดแล้ว ยังสามารถสัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวเลอีกด้วย แต่ละเกาะจะมีความโดดเด่นแตกต่างกันออกไป อย่างเกาะบุโหลนเลจะมีอ่าวต่างๆ เช่น อ่าวหน้าแกะ อ่าวม่วง อ่าวพังกา มีหาดทรายขาว น้ำทะเลใส ส่วนเกาะบุโหลนดอน จะเป็นที่อยู่อาศัยของชาวบ้านดั้งเดิม มีหาดทรายสวยงาม พร้อมกับมีที่พัก ร้านค้า ร้านอาหารให้บริการ สุดท้ายคือเกาะบุโหลนไม้ไผ่ เป็นที่ตั้งของหน่วยอุทยาน บรรยากาศเงียบสงบ มีทางเดินขึ้นเขาไปจุดชมวิว สามารถดำน้ำชมปะการังรอบๆ เกาะได้

การเดินทาง

สามารถเดินทางด้วยเรือจากท่าเรือปากบารา มีเรือเดินทางไปเกาะบุหลนวันละ 1 รอบเท่านั้น หรือสามารถเดินทางด้วยเรือแบบเช่าเหมาลำ

 

 

เกาะไม้ท่อน

————————————————————————–

เกาะไม้ท่อน เป็นเกาะส่วนตัวที่มีบรรยากาศสงบเงียบเหมาะแก่การพักผ่อน และมีธรรมชาติสมบูรณ์อยู่มาก ทั้งหาดทรายสีขาวละเอียดนุ่มเท้า น้ำทะเลสวยใส รวมทั้งแนวปะการังอันสวยงาม ก่อนหน้านี้เกาะแห่งนี้ได้ปิดเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติมากว่า 10 ปี จึงไม่น่าแปลกใจ ที่จะมีธรรมชาติสวยงดงามมากมายขนาดนี้ นอกจากนี้ บนเกาะไม้ท่อนยังมีรีสอร์ทสุดหรูไว้บริการนักท่องเที่ยวที่ต้องการดื่มด่ำเสน่ห์ของอันดามันแบบข้ามวันข้ามคืน แต่สำหรับใครที่อยากจะไปดำน้ำดูปะการังแบบไปเช้า-เย็นกลับ ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน

การเดินทาง

ยังไม่มีเรือสาธารณะให้บริการ สามารถเข้าพักได้ที่จังหวัดภูเก็ตและติดต่อทัวร์จากที่พัก หรือจองทัวร์ล่วงหน้าผ่านทางเว็บไซต์เพื่อความสะดวกในการท่องเที่ยว

 

 

# 5 คาเฟ่น่านั่งเมืองในฝันจังหวัดกระบี่

น้ำตกแม่ยะ

เหนื่อยนักมาพักใจกับแม่ยะ

เหนื่อยนักมาพักใจกับแม่ยะ

น้ำตกแม่ยะ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ น้ำตกที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับการยกย่องว่าสวยที่สุดในประเทศไทย และทุกวันนี้ก็ยังคงความสวยอยู่อย่างไม่เคยสร่างซา ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เป็นน้ำตกขนาดใหญ่และสูงที่สุดในบรรดาน้ำตกของดอยอินทนนท์ น้ำตกแม่ยะเปรียบเสมือนการรวมตัวของธรรมชาติ ด้วยมีสายธารกำเนิดมาจากลำห้วยหลายสาย ตั้งแต่ขุนลำห้วยแม่ยะ , ห้วยหลวง , ห้วยฮ้อม และห้วยปางตอง โดยไหลมาบรรจบกันที่แม่น้ำกลาง ก่อนจะไหลรวมไปยัง อ.จอมทอง เพื่อมาพบกับแม่น้ำปิงและไหลลงมาตามความสูงกว่า 280 เมตรโดยประมาณ หรือ 30 ชั้น

เหนื่อยนักมาพักใจกับแม่ยะ

ในแต่ละชั้นสายน้ำกระทบโขดหินไหลรินลงมาอย่างงดงามดั่งธรรมชาติรังสรรค์ ความสูงชันของน้ำตกแม่ยะทำให้เกิดวงน้ำแผ่กระจายออกเป็นม่านน้ำ ก่อนจะกระเซ็นกระสายให้ความสดชื่น นักท่องเที่ยวนิยมมาสูดอากาศบริสุทธิ์ และความร่มรื่นจากความสมบูรณ์ของต้นไม้นานาพันธุ์ที่โอบล้อมน้ำตกไว้ นอกจากจะเล่นน้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลาได้อย่างปลอดภัยแล้ว กิจกรรมที่ไม่ควรพลาดเลยก็คือ การตั้งแคมป์พักแรม โดยจะต้องติดต่อการเข้าพักกับเจ้าหน้าที่อุทยาน

การเดินทาง : จาก อ.จอมทอง ให้มุ่งหน้าสู่เส้นทางหมายเลข 108 (เชียงใหม่ – ฮอด) ระยะทาง 60 กิโลเมตรจะพบกับสามแยก ให้แยกไปทางขวาเพื่อใช้เส้นทางถนน 1009 (จอมทอง – อินทนนท์) ประมาณ 1 กิโลเมตรแล้วให้เลี้ยวซ้ายต่อไปอีก 14 กิโลเมตร จากนั้นเดินเท้าเข้าไปประมาณ 200 เมตรก็จะได้พบกับความงดงามของน้ำตกแม่ยะ

 

 

# เกาะรังกาจิว

น้ำตกเหวนรก

หุบเหวนรกที่สูงชันแต่น่าชม

หุบเหวนรกที่สูงชันแต่น่าชม

น้ำตกเหวนรก อ.ปากพลี จ.นครนายก ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคกลาง เอกลักษณ์ของที่แห่งนี้คือเสียงกระทบสายน้ำที่ดังก้องกังวานไปทั้งหุบเขา นักท่องเที่ยวจึงนิยมมาชมความมหัศจรรย์ของธารน้ำที่เชี่ยวกรากจากลำน้ำสมอปูน มารวมตัวกันแล้วไหลดิ่งแบบ 90 องศาในความสูงชันกว่า 150 เมตรด้วยอัตราความเร็วสูง ทำให้สายน้ำล้นทะลักไปสู่หุบเหวเบื้องล่างที่ขนาบไปด้วยผาสูงชันรูปทรงตัว V ทำให้เกิดละอองน้ำฟุ้งกระจายปกคลุม โดยเฉพาะช่วงเวลา 10.00 น. มักจะได้เห็นรุ้งกินน้ำที่เกิดจากแสงอาทิตย์สาดส่องมากระทบกับละอองน้ำใส

หุบเหวนรกที่สูงชันแต่น่าชม

ในช่วงฤดูฝนจะมีปริมาณน้ำหลาก ประกอบกับเป็นน้ำตกที่ได้ชื่อว่าสูงชันมาก จึงไม่เหมาะกับการลงไปเล่นน้ำ  โดยมากแล้วนักท่องเที่ยวจะมาสูดอากาศบริสุทธิ์ และรับชมทัศนียภาพที่ธรรมชาติมอบให้โลกไว้อย่างงดงาม ด้วยน้ำตกเหวนรกมีด้วยกัน 3 ชั้น จะต้องเดินเท้าเข้าสู่ชั้นแรกที่มีความสูง 60 เมตร ระหว่างทางรายล้อมด้วยแมกไม้หลายสายพันธุ์ มีนกโบยบินมาให้การต้อนรับ ก่อนจะไต่บันไดเหล็กลงไปยังจุดชมวิว ส่วนน้ำตกในชั้นที่ 2 และ 3 นั้น จะต้องติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานเพื่อความปลอดภัย

การเดินทาง : จาก จ.นครนายก ให้ใช้เส้นทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3077 (เขาใหญ่ – ปราจีนบุรี) เมื่อถึงกิโลเมตรที่ 24 จะถึงอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แล้วเดินเท้าเข้าไปอีก 1 กิโลเมตรก็จะได้พบกับน้ำตกเหวนรกชั้นแรก

 

 

# เราคือผู้พิชิตเขาช้างเผือก

เกาะกุลา

เกาะกุลา

เป็นหนึ่งในเกาะที่ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ที่อยู่ห่างจากฝั่งเพียงแค่ 20 นาทีโดยประมาณ ปกติเรานั่งเรือไปเกาะจะนานเป็นชั่วโมง ๆ กันเลยทีเดียว ดังนั้นการการมาเที่ยวกุลาก็ทำให้ใช้เวลาในการเดินทางไม่นานมากนัก มีหาดทรายขาวสะอาดตาเหมาะแกการปูผ้าวางของถ่ายรูปปิกนิกสวย ๆ น้ำทะเลใสจนสามารถมองเห็นแนวปะการังที่สวยงาม เมื่อถึงเกาะแล้วเราจะเห็นนั่งท่องเที่ยวดำน้ำดูปะกะรังกันแล้ว ซึ่งใต้ท้องทะเละของเกาะนั้นเป็นแหล่งที่อยู่ของปะกะรังนิ้วมือ ปะกะรังสมอง หอยเม่น และหอยมือเสืออาศัยอยู่ เวลาดำนั้นจะต้องระมัดระวังเพื่อไม่ให้หอยเม่นเสียบเพราะไม่อย่างนั้นจะทำกิจกรรมอื่น ๆ ต่อได้ไม่สะดวกเท่าที่ควร

เกาะกุลา

นอกเหนือจากการดำน้ำแล้วยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมคือ พายเรือคายักรับลมชมวิวทิวทัศน์รอบเกาะกุลา สามารถพายจากอ่าวหน้าที่พักแล้วพายอ้อมไปยังท่าเทียบเรือได้ อาหารของที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารพื้นบ้านของชาวเกาะอย่างอาหารทะเล เช่น ปูม้านึ่ง ใบเหลียงผัดไข่ ปลากหมึกนึ่งมะนาว แกงส้มปลา โดยเจ้าหน้าที่อุทยานเป็นคนรังสรรค์ออกมาให้นักท่องเที่ยวได้รับประทานกัน ช่วงเวลาที่ควรมาเที่ยวคือเดือนมกราคมพฤษภาคม เป็นช่วงที่น้ำทะเลใสที่สุด หากใครจะมาถ่ายรูปควรรู้ไว้จะได้มีรูปสวย ๆ กลับไป

ข้อควรปฏิบัติบนเกาะกุลา

1. ห้ามนำสัตว์เลี้ยงทุกชนิดขึ้นมาบนเกาะ

2. ห้ามนำภาชนะโฟมทุกชนิดขึ้นมาบนเกาะ

3. ห้ามนำเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ทุกชนิดขึ้นมาบนเกาะ

4. นำขยะทุกชนิดกลับไปทิ้งบนเกาะ

อัตราค่าบริการในการเข้าชมเกาะ

สำหรับนักท่องเที่ยวไทย ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท

สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท

ผู้สูงอายุไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆสามารถเข้าได้ฟรี

หากต้องการติดต่อบ้านพัก สามารถโทรติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่เบอร์ 087-272-2238 (คุณลุงประสงค์), 089-970-0504 (คุณลุงสำเริง) บนเกาะมีบ้านพักห้องพัดลม 3 หลัง ราคาหลังละ 1500 บาท สามารถนอนได้ 6 คน และมีลานกางเต็นท์ริมหาด ราคาเต๊นท์ละ 300 บาท นอนได้ 2 คน ต่อ 1 เต็นท์พร้อมพัดลม ใครที่จะมาพักบนเกาะนี้จะต้องเตรียมอาหารการทานมาเอง เนื่องจากไม่มีร้านค้าหรือร้านอาหารอยู่ภายในเกาะ สามารถสั่งกับเจ้าหน้าที่ได้แต่จะต้องสั่งล่วงหน้าเพราะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จะต้องคำนวณวัตถุดิบให้ถูกกับจำนวนผู้สั่ง ค่าอาหาร 2 มื้อ 550 บาท ต่อคน หรือค่าอาหาร 3 มื้อ 750 บาท ต่อคน หากต้องการเช่าเรือหางยาวข้ามเกาะกุลา สามารถเหมาลำไปกลับในราคา 1000 บาท นั่งได้ทั้งหมด 8 คน สามารถโทรจองเรือได้ที่เบอร์ 061-229-9372 (คุณเอ็กซ์) 

 

 

# เที่ยวอันดามัน

N10 Cafe

N10 Cafe

เนื่องด้วยสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัส หรือเรียกอีกอย่างว่าภาวะโรค Covid-19 ทางร้าน N10 café จึงปิดให้บริการชั่วคราว และเปิดให้บริการอีกครั้งในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ซึ่งคาเฟ่แห่งนี้ตั้งอยู่ที่ 342 ซอยอรุณอมรินทร์ 18 ถนนอรุณอมรินทร์ บางกอกน้อย จังหวัดกรุงเทพมหานคร มีทำเลดีมากเพราะอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งร้านอยู่ในตลาดวังหลังข้างล่างโรงแรมบ้านวังหลังริเวอร์ไซต์ ไม่สามารถเดินทางเข้ามาด้วยรถไฟฟ้า BTS หรือรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ต้องนั่งเรือข้ามฟากมาจากท่ามหาราช และท่าพระจันทร์

N10 Cafe

หากใครเดินทางมาด้วยรถยนต์ส่วนตัวสามารถจอดรถได้ที่ลานจอดรถของโรงแรมบ้านวังหลังริเวอร์ไซต์ หรือหลังโรงพยาบาลศิริราช หากใครเดินทางด้วยรถประจำทางสามารถขึ้นได้หลายสาย เช่น สาย 57 , 149 , 146 , 80 . 81 มาลงที่ป้ายหน้าโรงพยาบาลเดินเข้าในตรอกวังหลังเท่านั้นเอง ใคร ๆ ก็ว่าเป็นร้านแค่หักสิบ แต่วิวหลักล้านที่สามารถนั่งรับลมชมวิวกรุงเทพฯได้ย่างเพลิดเพลิน แต่หากวันใดฝนตกขึ้นมาก็ต้องย้ายเข้าไปข้างในไปนั่งตากแอร์เย็น ๆ ให้ชื่นใจกันไป ลูกค้าส่วนใหญ่จะมาในช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกดิน เป็นช่วงที่ท้องฟ้าสวยมาก เหมาะแก่การนั่งจิบกาแฟพรางแหงนมองดูธรรมชาติ โต๊ะนั่งสำรองลูกค้าเป็นโต๊ะไม้ที่ดูเข้ากันเมื่อถ้วยกาแฟเสิร์ฟลงบนโต๊ะสีน้ำตาล

นอกเหนือจากคาเฟ่ที่มีในตอนเช้า อาหารที่มีทั้งวัน ยังมีบาร์ที่เปิดในตอนกลางคืน เรียกได้ว่าตอบโจทย์ผู้ที่มาพักโรงแรมและลูกค้าที่เข้ามารับประทานอาหารเอามาก ๆ เพราะคาเฟ่แห่งนี้มีเมนูน่าลิ้มลองหลากหลายประเภทโดยเฉพาะเมนูแนะนำอย่าง Chocolate Truffle ใครที่ชอบช็อกโกแล็ตต้องลองเมนูนี้เลย, Crepe Cake with Strawberry ใครที่ชอบทานสตรอเบอรี่ควรลองเครปเค้ก, Sauce Spinach Cheese Croissant หาใครไม่อยากทานเค้กทางร้านมีขนมปังครัวซองค์, Hot Latte เสิร์ฟร้อน ๆ พร้อมความกลมกล่อม, Spaghetti Bacon ที่อร่อยถูกปากใครหลาย ๆ คนจนมีลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

จนการเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของผู้คนที่อยู่ในระแวกนี้ โดยมีนักเรียน นักศึกษามานั่งอ่านนั่งสือกันที่นี่ และคนวัยทำงานมานั่งเล่นโน้ตบุ๊คพลางจิบกาแฟในวันสบาย ๆ เปิดให้บริการทุกวันอาทิตย์ – วันพฤหัสบดี ตั้งแต่เวลา 9:00 – 20:00 น. และวันศุกร์ – วันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 9:00 – 22:00 น. สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่เบอร์ติดต่อ 088-000-8342 และติดตามข่าวสารของร้านว่ามีโปโมชั่นอะไรใหม่ ๆ ได้ที่เฟสบุ๊คแฟนเพจจากลิงค์ https://www.facebook.com/N10cafebangkok/

 

 

Blue Dye Cafe

Hubba-to ( April Story )

Hubba-to ( April Story )

เป็นร้านคาเฟ่แบบ co-working space ในย่านศูนย์การค้า habito mallแถวอ่อนนุช ทุกคนต่างเรียกคาเฟ่นี้ว่า Hubba แต่ไม่รู้เลยว่าชื่อคาเฟ่จริง ๆ นั้นมีชื่อว่า ‘April Story’ ซึ่งก็อยู่ในโครงการ Habito Mall สุขุมวิท 77 จังหวัดกรุงเทพมหานคร สามารถเดินทางโดยรถไฟฟ้า BTS มาลงสถานีอ่อนนุช ทางออกที่ 2 คาเฟ่เหมาะแก่การมานั่งทำงาน นัดประชุมเป็นอย่างมากเพราะจัดสรรพื้นที่ได้ดี เป็นสถานที่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของพนักงานออฟฟิศที่อยากจะเปลี่ยนบรรยากาศอุดอู้อยู่ภายในอาคารออกมาสูดอากาศพร้อมจิบกาแฟร้อน ๆ ขนมหวาน ๆ ทำให้มีไฟในการทำงานมากยิ่งขึ้น หรือฟรีแลนซ์ทั้งหลายที่สามารถทำงานที่ไหนก็ได้ขอแค่มีคอมกับอินเทอร์เน็ต เป็นร้านที่เหมาะสำหรับกลุ่มคนที่ต้องการใช้สมาธิจึงมีความเงียบสงบ ภายในร้านมีผนังเป็นสีเทา

Hubba-to ( April Story )

ตกแต่งด้วยท่อสีฟ้าน้ำทะเลให้ร้านดูมีอะไรมากยิ่งขึ้น ลักษณะของร้านเป็นบ้าน 2 ชั้น มีถอดจอดรถให้จอด มีเรือนกระจกที่สามารถปะชุมได้ทั้งแผนกสามารถจุคนได้ 25 คน โดยมีต้นไม้ตกแต่งล้อมรอบให้ความร่มรื่นสบายตา หากใครสนใจจะมาประชุมที่คาเฟ่แห่งนี้ สามารถจองกับทางร้านล่วงหน้าด้วยราคา 1600 บาท ต่อ 1 ชม. กับแบบเหมา 9500 บาท ต่อ 8 ชั่วโมง แต่หากประชุมกันกลุ่มเล็ก ๆ ก็มีห้องภายในเป็นปูนขัดมัน พื้นกระเบื้องสีขาว มีจอทีวีในราคา 310 บาท ต่อ 1 ชั่วโมง หรือแบบเหมา 1900 บาท ต่อ 8 ชั่วโมง และในส่วนของคนที่มาคนเดียวมีโต๊ะที่มีที่นั่งเดี่ยว ๆ เหมือนอยู่ในห้องสมุดอีกเพียบ โดยคิดเป็น 1 คน ต่อ 1 วัน ในราคา 299 บาท มีไวไฟฟรีเน็ตความเร็วสูง สามารถดูหนังฟังเพลงแบบไม่สะดุด พรีเซนต์งานได้อย่างมืออาชีพ


นอกจากจากการนั่งทำงานแล้วยังมีเรื่องของเครื่องดื่มและอาหารทานง่ายอีกหลายเมนูให้ได้ออเดอร์กันระหว่างทำงาน หากใครไม่อยากเสียเงินเพิ่มในส่วนของอาหาร มีไมโครเวฟ และตู้น้ำดื่มฟรี ให้เราเดินไปหยิบได้เลย กาแฟของที่นี่มีความพิถีพิถันในการชงเพราะยังคงคอนเซ็ปต์ของการชงแบบ Aeropress โดยมีลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติเสียส่วนใหญ่ ซึ่งHubbaมีทั้งหมด 4 สาขา อีก 3 สาขามีดังนี้น  HUBBA Ekkamai – ซอยเอกมัย 4 ถนนสุขุมวิท 63 พระโขนงเหนือ วัฒนา, HUBBA Silom – ติด BTS ศาลาแดง ชั้น 19 อาคารสีลมคอมเพล็กซ์, HUBBA Sathorn – ใกล้ BTS ช่องนนทรี ชั้น 2 ของศูนย์อาหาร Siamnara Food Work ร้านเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 9:00 – 20:00 น.

สามารถโทรติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ติดต่อ 097-979-6495 หรือติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook fanpage ได้ที่ลิงค์ https://www.facebook.com/aprilstorycafe/

 

 

# Patom Organic Living

Factory Coffee

Factory Coffee

Factory Coffee

เป็นร้านคาเฟ่ยอดนิยมตั้งอยู่ที่ 49 ถนนพญาไท แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี จังหวัดกรุงเทพมหานคร อยู่ในซอยข้างสถานี Airportrailink พญาไท ถัดจากโรงแรมtranz สามารถเดินทางโดยรถไฟฟ้า BTS ลงสถานีพญาไท ทางออกที่ 4 เป็นร้านคาเฟ่ที่มีวัตถุดิบได้มาตรฐานทำให้ถูกปากนักดื่มกาแฟทั้งหลาย ทำให้กาแฟทุกแก้วที่ชงออกมามีความนุ่มละมุนลิ้นพร้อมละลายในปาก จุดเด่นของร้านคือรสชาติของกาแฟโดยฝีมือบาริสต้าฝีมือยอดเยี่ยมที่ได้รับรางวัลระดับโลกจากการรังสรรค์กาแฟออกมา ตัวร้านไม่ได้ใหญ่แต่ทำไมถึงมีผู้คนจำนวนมากต่างเข้ามาสั่งเครื่องดื่มกันอยู่เรื่อย ๆ คอนเซ็ปของร้านคือรวบรวมาริสต้ามืออาชีพที่ได้รับรางวัลมากมาย ซึ่งหนึ่งในบาริสต้าได้คว้ารางวัล World Barista Championship 2018 เป็นที่ไว้วางใจให้กับลูกค้าที่เข้ามาซื้อ และเป็นร้านคาเฟ่ที่ได้รับการแนะนำโดยผู้ใช้แอพลิเคชัน Wongnai user choice

Factory Coffee

ภายในร้านมีถ้วยรางวัลมากมายวางอยู่บนตู้โชว์ เผยให้เห็นความสำเร็จของร้าน ในตอนนี้ Factory Coffee มีทั้งหมด 3 สาขา ซึ่งสาขาที่เราพูดถึงอยู่นี้คือสาขาที่ 3 ที่สามารถขยายธุรกิจกาแฟให้ใหญ่ขึ้นมากกว่าเดิมเพราะว่าทางร้านดริปกาแฟคั่วบดเองทั้งหมด โดยมีขวดที่มีสติกเกอร์ร้านลวดลาดเท่ ๆ ให้ถ่ายรูปกัน ไฮไลท์ของที่นี่คือ Smoked Black Cocoa ที่มีรสชาติเข้มข้นของช็อคโกแล็ตที่มีกลิ่นควันจาง ๆ เป็นที่มาของชื่อเมนู นอกจากจะมีกาแฟที่เป็นตัวชูโรงร้านแล้ว ยังมีเครื่องดื่มประเภทอื่นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ ค็อกเทลอย่าง Honolulu กาแฟผสมนมเย็นและชาโฮจิฉะให้รสชาติผสมผสานเข้ากันได้อย่างลงตัว

โดยร้านที่มีหุ้นส่วนด้วยกันทั้งหมด 5 คน มีความฝันว่าจะเปิดร้าน Factory Coffee ในต่างประเทศซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่ายเลยแต่ก็ไม่ยากสำหรับคาเฟ่แห่งนี้ ซึ่งประเทศที่อยู่ในการวางแผนที่จะขยายสาขาคือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เชื่อว่าอีกไม่นานเกินรอ เพื่อน ๆ จะได้พบคาเฟ่แห่งนี้ได้เปิดตัวที่ประเทศใดประเทศหนึ่งอย่างแน่นอน การตกแต่งภายในร้านค่อนข้างไปทางสไตล์ล๊อฟ ด้วยเคาน์เตอร์ที่เป็นปูนขัดมัน และการจัดวางโต๊ะนั่งดื่มข้างกระจกของร้านที่สามารถมองออกไปชมวิวภายนอกได้ ให้บรรยากาศเงียบสงบสามารถนำโน้ตบุ๊คมานั่งทำงานภายในร้านได้ หรือจะมานัดประชุดได้เช่นกัน หากใครได้แวะมาแถวพญาไทต้องลองเข้ามาสั่ง Black Cocoa Yenดูสักครั้ง

เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 08:30 – 18:00 น. สามารถติดต่อสอบถามหรือจองโต๊ะได้ที่เบอร์ 085-145-4184 หรือ080-958-8050 และติดตามข่าวสารเมนูต่าง ๆ ทั้งเก่าและใหม่ได้ที่อินสตราแกรม @factorybkk หรือ fanbook fanpage ที่ www.facebook.com/factorybkk

 

 

Blue Dye Cafe

Blue Whale

Blue Whale

Blue Whale

ร้านคาเฟ่ที่มีโทนสี ฟ้า – ขาว ไล่สีน้ำเงินเข้มขึ้นมาเป็นสีฟ้าไปจนถึงสีขาวให้อารมณ์เหมือนไปเที่ยวทะเลด้วย โดยมีลวดลายปลาวาฬที่ผนังเหมือนกับชื่อร้าน คาเฟ่ตั้งอยู่บน 392/37 ถนนมหาราช เขตพระนคร จังหวัดกรุงเทพมหานคร หลังมิวเซียมสยาม หรือซอยเพ็ญพัฒน์ 1 ตรงข้ามวัดโพธิ์ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา หากเดินมาจากท่าพระจันทร์หรือท่าช้าง สามารถเดินตรงไปเรื่อย ๆ 10 นาทีโดยประมาณ สามารถเดินทางได้จากสถานีรถไฟ BTS หรือรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ตัวร้านมีทั้งหมด 3 ชั้น มีความโดดเด่นที่มองเห็นได้ง่ายด้วยสีสันของร้านที่ไม่เหมือนร้านไหน เมื่อเข้าไปในร้านจะพบกับพนักงานสุดหล่อยืนให้บริการอยู่ที่เคาน์เตอร์ชงกาแฟ โดยมีคุณอคพจน์ ธีรพงษกร หรือคุณเบสต์เป็นเจ้าของร้าน จุดเด่นภายในร้านคือกระเบื้องทรงคลื่นที่กำแพงด้านหนึ่งเหมือนอยู่ในท้องมหาสมุทร โดยมีผนังอีกด้านหนึ่งมีรูปเพ้นท์ลวดลายปะการังและดอกไม้ทะเลสีขาวบนพื้นสีน้ำเงิน โดยแต่ละชั้นมีมุมนั่งดื่มทุกชั้นทั้งโต๊ะ เก้าอี้ หรือแบบเบาะนั่งดื่มบนพื้น

นอกเหนือจากความสวยงามภายในร้านก็ยังมีเมนูสีฟ้าน่ารักมากจนไม่กล้าทานกันเลยทีเดียว เมนูแนะนำคือ Salmon Teriyaki Rice เป็นแซลมอนกริวที่มีซอสเทอริยากิราดอยู่ข้างบนให้รสชาติหวาน ทานคู่กับข้าวหอมมะลิร้อน ๆ ผสมผสานเข้ากันได้อย่างลงตัว และ Blueberry Coffee Mascarpone เมนูของหวานทำมาจากขนมปังอบกรอบสีถ่านอย่างชาโคล ให้รสชาติขมปนหวานของกาแฟเอสเปรสโซ่มิกซ์กับไซรัปกับชีสมาสคาโปเน่ ได้ความกรุบกรอบเวลาทานเข้าปากจากเมล็ดบักวีต

บลู เวล เป็นคาเฟ่ยอดนิยมในท่ามหาราชที่มีความคลาสสิคและลาเต้อาร์ทสีฟ้า ทำให้นักดื่มกาแฟทั้งหลายต่างพากันแวะเวียนมาที่นี่เพื่อลิ้มรสชาติหอมกรุ่นของโทสต์และละมุนลิ้นของเครื่องดื่ม แม้ข้างนอกจะจอกแจกจอแจที่เมื่อเข้ามาข้างในแล้วเงียบสงบ สามารถมานั่งอ่านหนังสือจิบกาแฟได้อย่างสบายอารมณ์ คาเฟ่แห่งนี้เหมาะสำหรับคุณสาว ๆ ที่ชอบถ่ายรูปฮิป ๆ ลงโซเชียลไปอวดเพื่อน ๆ ด้วยสีของร้านที่ถ่ายแล้วเข้ากั๊น เข้ากันกับทุกชุด

ใครที่ผ่านมาแถวท่ามหาราชแล้วละก็ ถ้าเดินผ่านเลยไปจะต้องถอยหลังย้อนกลับมาเดินเข้าร้านอย่างแน่นอน ซึ่งคาเฟ่เปิดให้บริการทุกวัน ยกเว้นวันพฤหัสตั้งแต่เวลา 10:00 – 20:00 น. สามารถติดตามข่าวสารได้ที่อินสตราแกรม @bluewhalebkk หรือโทรมาสอบถามรายละเอียดได้ที่ 096-997-4962 หรือ Fanbook fan page : Blue Whale Maharaj-Wat Pho ที่โพสต์เป็นภาษาอังกฤษโฆษณาให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้เข้ามาลิ้มลองรสชาติกัน

 

# Alphabet